คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวกีฬา

“ยูเวนตุส” จ่อโละ “อิกวาอิน-มานด์ซูคิช” ซัมเมอร์นี้

สื่ออิตาลี รายงานว่า ยูเวนตุส กำลังเตรียมปรับทีมครั้งใหญ่ เพื่อสร้างความสำเร็จในเวทียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มากยิ่งขึ้น หลัง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาได้เพียงรองแชมป์ กับตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายโดยเตรียมจะเสริมกองหน้าระดับโลก มาร่วมทีม แต่ทว่า ต้องปล่อยนักเตะเก่าที่มีอยู่ออกไปก่อน โดยหวยมาออกที่ 2 ศูนย์หน้า ทั้ง กอนซาโล อิกวาอิน และ มาริโอ มานด์ซูคิช

รายของ อิกวาอิน จำเป็นต้องขายเพื่อระดมทุน ซื้อนักเตะ ประกอบกับดาวยิงชาวอาร์เจนตินา เริ่มเชื่องช้ามากขึ้น จึงพร้อมปล่อยในราคา 50ล้าน ยูโร ยอมขาดทุน หลังซื้อจาก นาโปลี เป็นสถิติสโมสร 90 ยูโร ซึ่งผลงานของเขายิงให้ทีมม้าลายไปแล้ว 55 ประตู และเชื่อว่า ยังมีหลายทีมในยุโรปต้องการตัว

ส่วนรายของมานด์ซูคิช ยูเวนตุสก็พร้อมปล่อยตัวเช่นกัน ประกอบกับนักเตะเริ่มไม่มีความสุข เนื่องจากบ่อยครั้ง เขาถูกโยกไปเล่นในตำแหน่งริมเส้น ไม่ใช่หน้าเป้าตามที่ถนัด ซึ่งผลงานซีซั่นที่ผ่านมา ยิงไป 10 ประตู กับ 4 แอสซิสต์ จาก 41 นัดที่ลงเล่นในทุกรายการ

แต่ตอนนี้ยังไม่มีสโมสรไหน แสดงความจำนง ยื่นข้อเสนอขอซื้ิอตัวกองหน้าชาวโครเอเชีย วัย 32 ปี มีเพียงแต่ข่าวที่ เอซี มิลาน ทีมร่วมลีกให้ความสนใจเท่านั้น

หงส์แดงทาบทาม “อลอนโซ” รับงานคุมทีมยู-18

ลิเวอร์พูล หวังคว้าตัว “ชาบี อลอนโซ” มารับงานคุมทีมเยาวชนชุดยู-18 หลังจากตำแหน่งโค้ชว่างลงหลังจาก สตีเวน เจอร์ราร์ด ย้ายไปคุมทีมเรนเจอร์ส เอฟซี

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานวันที่ 5 พ.ค. ว่า ทีมลิเวอร์พูล กำลังเจรจา “ชาบี อลอนโซ” อดีตกองกลางทีมหงส์แดง ให้มารับงานคุมทีมเยาวชนชุดยู-18 หลังจาก สตีเวน เจอร์ราร์ด ย้ายไปคุมทีมเรนเจอร์ส เอฟซี

หลังจากเมื่อวานนี้ เจอร์ราร์ด อดีตกองกลางทีมลิเวอร์พูล และทีมชาติอังกฤษ ตกลงย้ายไปคุมทีมเรนเจอร์ส เอฟซี ในศึกสกอตติช พรีเมียร์ชิพ สกอตแลนด์ ส่งผลให้ตำแหน่งโค้ชทีมเยาวชนชุดยู-18 ลิเวอร์พูล ว่างลงทันที ทำให้ต้องเร่งหาโค้ชคนใหม่มาทำหน้าที่

ล่าสุด มีรายงานว่า บอร์ดบริหารหงส์แดง กำลังติดต่ออลอนโซ อดีตกองกลางชาวสเปน ที่เคยค้าแข้งในถิ่นแอนฟิลด์ มารับงานดังกล่าวแทนที่เจอร์ราร์ด หากอลอนโซไม่รับข้อเสนอดังกล่าว ก็ยังมี ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ อดีตดาวยิงหงส์แดง ที่อยู่ในการพิจารณาเช่นกัน

“มิลาน” ฮอตเปิดรังไล่ยำ “เวโรนา” ยับเยิน

ศึกกัลโช เซเรีย อา อิตาลี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เอซี มิลาน ยังคงทำผลงานได้ดีต่อเนื่อง หลังเปิดรัง ซาน ซิโร สอนเชิง เวโรนา งดงาม 4-1

โดยเจ้าถิ่นได้ประตูจาก ฮาคาน ชัลฮาโนกลู นาทีที่ 10, พาทริค คูโตรเน นาทีที่ 32, อิกนาซิโอ อบาเต นาทีที่ 49 และฟาบิโอ บอรินี นาทีที่ 89 ส่วนทีมเยือนตีไข่แตกได้จาก อี ซึงวู นาทีที่ 85

ทำให้ “ปีศาจแดงดำ” มี 60 คะแนนจาก 36 นัดอยู่ที่ 6 ขณะที่ เวโรนา มี 25 คะแนนจาก 36 นัดอยู่รองบ๊วย และตกชั้นแน่นอนแล้ว

ไล่ไม่ทัน “ไทย” พ่าย “สโลวาเกีย” 2-3 ชวดแชมป์คิงส์คัพ

เริ่มเกมมาเพียงแค่ 10 นาที สโลวาเกีย ได้ประตูออกนำ 1-0 จากจังหวะที่ โรเบิร์ต มัค วิ่งสปีดแซง ฟิลิป โรลเลอร์ หลุดถึงเส้นหลังก่อนเปิดไปหน้าประตูให้ อ็องเดรจ์ ดูด้า แปด้วยขวาตุงตาข่าย

นาทีที่ 30 ทัพช้างศึก น่าจะได้ประตูตีเสมอ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ได้บอลหน้าเขตโทษก่อนกระชากเข้าเขตโทษแล้วกดด้วยขวา บอลพุ่งเหินข้ามคานออกไปนิดเดียว

นาทีที่ 34 จากจังหวะสวนกลับเร็ว เอริค พาซินด้า จ่ายทะลุแนวรับให้ โรเบิร์ต มัค หลุดเข้าไปซัดเสียบโคนเสาเข้าไป สโลวาเกีย หนีเป็น 2-0

นาทีที่ 42 กองเชียร์ไทยได้เฮ มิชาล ซุลล่า นายด่านสโลวาเกีย ถูกกดดันเปิดบอลไปเข้าทาง ธีรศิลป์ แดงดา ก่อนที่ดาวยิงทีมชาติไทย จะไหลต่อให้ จักรพันธ์ แก้วพรม แปโล่งๆเข้าไป ทีมไทย ไล่มาเป็น 1-2 พร้อมกับหมดครึ่งแรก

กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง ทีมไทยบุกกดดันทันที นาทีที่ 51 ชนาธิป สรงกระสินธ์ เก็บบอลได้ก่อนกดด้วยขวาบนเส้นเขตโทษ มิชาล ซูลล่า ต้องออกแรงปัดปลายมือ ก่อนที่เพื่อนจะตามมาเตะทิ้งได้ทัน

นาทีที่ 54 ธีรศิลป์ แดงดา จ่ายบอลเข้าเขตโทษให้ ธีราทร บุญมาทัน หลุดเข้าไปยิงที่เสาแรก มาร์ติน สเคอร์เทล ตามมาบล็อก บอลกระเด้งไปโดนตัวแบ็กซ้ายทีมชาติไทย เปลี่ยนทางจะเสียบสามเหลี่ยม แต่ มิชาล ซูลล่า ปัดข้ามคานออกไป

นาทีที่ 68 เอริค พาซินด้า ลากบอลขึ้นมาเองก่อนทำชิ่งกับ อ็องเดรจ์ ดูด้า แล้วปั่นด้วยขวาระยะ 20 หลา บอลพุ่งโค้งชนเสาเข้าไป หมดสิทธิ์ที่ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ จะป้องกัน

นาทีที่ 78 ทีมชาติไทย มาได้ลูกฟรีคิกริมเส้นฝั่งขวา นูรูล ศรียานเก็ม เปิดบอลพุ่งเข้าเขตโทษบอลเลยไปถึง พรรษา เหมวิบูลย์ ที่เสาสองวิ่งกดด้วยขวาตุงตาข่าย “ทัพช้างศึก” ไล่มาเป็น 2-3

ช่วงเวลาที่เหลือ ไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม “แข้งช้างศึก” ทีมชาติไทย ไล่ไม่ทันเป็นฝ่ายแพ้ สโลวาเกีย 2-3 ทำให้ชวดป้องกันแชมป์คิงส์คัพ

รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม
ไทย : กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ – ฟิลิป โรลเลอร์ ,พรรษา เหมวิบูลย์ ,เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว ,พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา – จักรพันธ์ แก้วพรม ,ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ,ชนาธิป สรงกระสินธ์ – มงคล ทศไกร ,ธีราทร บุญมาทัน ,ธีรศิลป์ แดงดา
สโลวาเกีย : มิชาล ซูลล่า – บอริส เซคูลิช ,มาร์ติน สเคอร์เทล ,โรเบิร์ต มาซาน ,ลูโบเมียร์ ซัทก้า – อ็องเดรจ์ ดูด้า ,แยน เกรกุส ,เอริค ซาโบ , เอริค พาซินด้า – อดัม เนเมค ,โรเบิร์ต มัค

“ช้างศึก” มั่นใจรักษาแชมป์คิงส์คัพ, ยก “สโลวาเกีย” คู่แข่งที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปี

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค ได้มีการแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมก่อนการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 46 โดยมีตัวแทนจากทั้ง 4 ทีมในทัวร์นาเมนต์นี้เข้าร่วมการแถลงข่าว ประกอบด้วย คู่ชิงอันดับ 3 ระหว่างทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กับ ทีมชาติกาบอง และคู่ชิงชนะเลิศระหว่างทีมชาติสโลวาเกีย กับ ทีมชาติไทย

ในส่วนของคู่ชิงชนะเลิศ แยน โคซัค เฮดโค้ชทีมชาติสโลวาเกีย กล่าวถึงความพร้อมในพบกับทีมชาติไทยว่า นักเตะของเรามีปัญหากับสภาพอากาศและการปรับตัวของผู้เล่นที่ส่วนใหญ่เล่นอยู่ในทวีปยุโรปอยู่บ้าง ที่ส่งผลอย่างเห็นได้ชัดในช่วงท้ายเกมกับทีมชาติยูเออี แต่การได้พัก 2 วันที่ผ่านมาก็ทำให้ลูกทีมมีสภาพร่างกายที่ดีขึ้นมาก ทั้งนี้จากข้อมูลที่ทางทีมงานได้ติดตามฟอร์มการเล่นของไทยในนัดแรก ยอมรับว่าเป็นทีมที่ดี แต่ก็ยังมั่นใจว่าสโลวาเกียจะคว้าแชมป์กลับไปได้อย่างแน่นอน ซึ่งก็เชื่อว่าจะเป็นเกมที่สนุกสนาน

ด้าน มิลาน สคริเนียร์ กองหลังจากทีมอินเตอร์ มิลาน ของสโลวาเกีย กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่ได้เดินทางมาที่ประเทศไทย ส่วนตัวก็มีรู้สึกตื่นเต้นกับบรรยากาศที่คึกคักเกินความคาดหมาย และหวังว่าพรุ่งนี้จะมีแฟนบอลเข้ามาเชียร์มากๆ นอกจากพวกเราตั้งใจจะทำผลงานให้ดีแล้ว ก็ขอให้เทพีแห่งโชคอยู่ข้างเราด้วย
มิโลวาน ราเยวัช หัวหน้าผู้ฝึกสอนชาวเซอร์เบียของทีมชาติไทย กล่าวว่า ขอบคุณประเทศไทย แฟนบอลชาวไทย และผู้จัดการการแข่งขันที่ทำให้ทัวร์นาเมนต์ปีนี้เป็นแมตช์ที่มีคุณภาพระดับโลก มีทีมชั้นนำเข้ามาร่วมแข่งขัน ถือเป็นคิงส์คัพที่น่าจดจำที่สุดครั้งหนึ่ง ในเกมกับกาบอง เราเริ่มต้นได้ดี ครองเกมได้มากกว่า ลูกทีมทุกคนมีความทุ่มเทและมีโชคบ้างในการยิงจุดโทษ จนทำให้ทีมชาติไทยผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ และลุ้นแชมป์ครั้งที่ 16 ของทัวร์นาเมนต์นี้ได้ ในเกมกับสโลวาเกียเป็นเกมที่ไม่ง่ายอย่างแน่นอน ด้วยคุณภาพของทีม และอันดับโลกต่างกันเกือบ 100 อันดับ อย่างไรก็เชื่อว่าเราจะรักษาแชมป์ไว้ในประเทศไทย และทำให้แฟนฟุตบอลชาวไทยภูมิใจได้อย่างแน่นอน

“การพบกับทีมชาติสโลวาเกียในวันพรุ่งนี้ ถือเป็นการพบกับคู่แข่งที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาของทีมชาติไทยได้เลย จึงเชื่อว่านักเตะของเราจะได้รับประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ และต่อยอดให้ผู้เล่นของเราก้าวไปสู่อีกระดับของการเล่นฟุตบอลได้” มิโลวาน ราเยวัชกล่าว

ขณะที่ ธีราทร บุญมาทัน แบ็คซ้ายตัวเก่ง กล่าวว่า ดีใจที่ชนะทีมชาติกาบองมาได้ในนัดแรก แม้จะเป็นการยิงจุดโทษตัดสินก็ตาม ทั้งนี้ยอมรับว่าส่วนตัวอาจทำผลงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร อาจจะยังมีปัญหาในเรื่องความมั่นใจ อีกทั้งสภาพอากาศร้อนก็ส่งผลผู้เล่นทีมชาติไทยเช่นกัน สำหรับในนัดชิงชนะเลิศ หากได้รับโอกาสลงสนามก็จะทำผลงานให้เต็มที่
ในส่วนของคู่ชิงอันดับที่ 3 เฮดโค้ชชาวสเปน โฆเซ่ อันโตนิโอ กามาโช่ ของทีมชาติกาบอง กล่าวถึงความพร้อมของลูกทีมว่า ยอมรับว่าในเกมแรกสภาพร่างกายของลูกทีมค่อนข้างมีปัญหา จากการเดินทางไกลและเวลาที่แตกต่างระหว่างประเทศกาบองและไทยถึง 6 ชั่วโมง แต่หลังจากนัดแรกลูกทีมก็ได้พักและทำความคุ้นเคยกับเวลารวมทั้งสภาพอากาศมากขึ้น เชื่อว่าในเกมชิงที่ 3 กับทีมชาติยูเออี นักเตะของเราจะทำผลงานได้ดี โดยจากการที่ได้ติดตามเกมของยูเออีก็ยอมรับว่าเป็นทีมที่มีการต่อบอล และความสามารถเฉพาะตัวที่ดีมาก อย่างไรก็ตามกาบองก็จะทำผลงานให้ออกมาให้ดีที่สุด

ด้าน มาริโอ เลอมิน่า กองกลางตัวเก่งของทีม กล่าวเสริมว่า ขอบคุณสมาคมฟุตบอลไทยฯ และประเทศไทยที่ให้การต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี ยอมรับว่าในเกมแรกเรามีปัญหาทางด้านสภาพร่างกายอยู่บ้าง แต่ตนและเพื่อนร่วมทีมก็จะทำผลงานในเกมที่สองให้ดีที่สุด

ทางด้าน อัลแบร์โต้ ซัคเคโรนี่ หัวหน้าผู้ฝึกสอนชาวอิตาลี ของทีมชาติยูเออี กล่าวว่า ในเกมที่พบกับสโลวาเกีย ซึ่งเป็นทีมที่มีศักยภาพสูง แม้เราจะพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเสียดาย แต่ก็ถือเป็นการได้ทดลองผู้เล่นและระบบการเล่น เพื่อนำไปปรับปรุง เพิ่มศักยภาพ เตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันเอเชียนคัพที่ยูเออีจะเป็นเจ้าภาพในปีหน้าต่อไป โดยตอนนี้เรามีความพร้อมที่จะพบกับกาบองในวันพรุ่งนี้ โดยมีปัจจัยที่แตกต่างจากนัดแรกบ้าง ด้วยทีมชาติกาบอง มีผู้เล่นที่แข็งแกร่ง มีพละกำลังค่อนข้างสูง ก็จะเน้นย้ำให้ลูกทีมทำผลงานให้ดีที่สุด และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุดเช่นกัน
ขณะที่ มูฮัมหมัด อับดุลเราะห์มาน อัลรัคฆี กองกลางของยูเออี กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้เข้าร่วมทัวร์นาเมนต์นี้ เนื่องจากเป็นการเสริมประสบการณ์ครั้งสำคัญของทีมชาติยูเออี เพราะมีโอกาสได้เล่นกับทั้งทีมจากยุโรปที่มีทักษะสูง และทีมจากทวีปแอฟริกาที่มีความโดดเด่นในเรื่องพละกำลัง

 

ชีวิตเกือบพัง! “ปิเก้” เผยเหตุผลที่รัก “ป๋าเฟอร์กี้” ดั่งพ่อคนที่สอง

เคราร์ด ปิเก้ เซ็นเตอร์แบ็คระดับโลกของ บาร์เซโลน่า ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า นับถือเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นเหมือนดั่งพ่อคนที่สองของชีวิต เพราะในอดีตยอดบรมกุนซือของทีม​แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาให้กลายมาเป็นนักฟุตบอลที่ดีได้

“เมื่อ 10 ปีก่อน ชีวิตของผมเกือบจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลแล้วนะ ถ้าหากไม่ได้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ช่วยดึงเอาไว้” ปิเก้ กล่าว

“ผมย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฐานะเด็กน้อยคนหนึ่ง คือไม่มีความเป็นผู้ใหญ่เลยแม้แต่น้อย และด้วยความที่ออกไปอยู่ไกลบ้านครั้งแรกทำให้ตัวเองแทบเป็นบ้า”

“17 ขวบปีแรกของชีวิต ผมโตขึ้นมาในบาร์เซโลน่า เล่นฟุตบอลก็สโมสรประจำเมือง จนเป็นเด็กถิ่นที่คุ้นเคยกับพื้นที่ของตัวเองมาก ทุกคนรู้จักผมหมด ครอบครัวก็สนิทสนมกันดี ที่สำคัญคือเล่นฟุตบอลแค่เอาสนุกเฉยๆ ไม่ได้คิดว่าจะใช้มันทำมาหากินได้อย่างทุกวันนี้เลยด้วยซ้ำ ฉะนั้นพอย้ายมาอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด ทุกอย่างเลยช็อคไปหมด”

“เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือคนที่สำคัญมากสุดในชีวิตของผมอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากแค่ไหนเขาก็จะอยู่เคียงข้างและสร้างความเชื่อมั่นให้ จนคุณกลับมายืนได้ด้วยตัวเองอีกครั้งเสมอ”

“ผมรักเขาเหมือนกับพ่อคนที่สองเลยจริงๆนะ เขาเป็นผู้มอบโอกาสให้กับชีวิตผมอย่างแท้จริง”

ผลบอล : สุดระทึก! “ทีมชาติไทย” แม่นเป้าเชือด “กาบอง” 4-2 ลิ่วชิงฯคิงส์คัพ

“ช้างศึก” ของกุนซือมิโลวาน ราเยวัช จัดผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดลงสนาม นำโดย 3 ผู้เล่นที่ไปค้าแข้งในเจลีก ญี่ปุ่น อย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีรศิลป์ แดงดา, ธีราทร บุญมาทัน รวมถึง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ นายทวารตัวเก่งที่ค้าแข้งกับ โอเอช ลูเวิน ในลีกเบลเยี่ยม

ขณะที่ ทีมชาติกาบอง ของกุนซือโฆเซ่ อันโตนิโอ กามาโช่ นำทัพมาโดย มาริโอ เลมิน่า มิดฟิลด์ที่ค้าแข้งอยู่กับเซาแธมป์ตันในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และ ดิดิเยร์ โอโวโน่ เอบ็อง ผู้รักษาประตูกัปตันทีม

เริ่มเกมเป็นทีมชาติไทยที่เล่นกันได้อย่างคึกคัก มีโอกาสทักทายก่อนในนาทีที่ 2 จากจังหวะที่ ธีราทร บุญมาทัน ได้บอลทางริมเส้นฝั่งซ้าย ก่อนจะล็อกเข้าขวาแล้วยิง แต่บอลไปตรงตัวผู้รักษาประตูของกาบอง

หลังจากนั้นเกมของไทยดูแผ่วลงเรื่อยๆ และเป็นกาบองที่ครองเกมได้เหนือกว่าแต่แทบไม่มีโอกาสทำประตูเท่าที่ควร

น.35 ไทย มีโอกาสลุ้นประตูจากจังหวะยิงไกลระยะ 20 หลาของ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ แต่บอลไปตรงตัวนายทวารกาบองอีกครั้ง

น.38 ไทยได้ลุ้นประตูอีกครั้ง จากจังหวะลูกเตะมุม พรรษา เหมวิบูลย์ โหม่งตั้งมาให้ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว เกือบจะได้ยิง แต่โดนกองหลังกาบองสกัดเอาไว้ได้

จากจังหวะต่อเนื่อง พรรษา เหมวิบูลย์ ได้ส่องไกลระยะ 30 หลา แต่ โอโวโน่ เอบ็อง นายทวารกาบองเซฟเอาไว้ได้อีก

ช่วงท้ายครึ่งแรก น.45 ชนาธิป สรงกระสินธ์ ได้โอกาสยิงหน้ากรอบเขตโทษไปติดบล็อคกองหลังกาบอง บอลมาเข้าทาง มงคล ทศไกร กำลังจะยิง แต่ผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงเป็นจังหวะล้ำหน้า

หมดเวลาการแข่งขันใน 45 นาทีแรก ทีมชาติไทย เสมอกาบอง แบบไร้สกอร์ 0-0

ครึ่งเวลาหลัง ทีมชาติไทย ยังมีรูปเกมที่ดีกว่าเล็กน้อย ครองบอลอยู่บริเวณหน้ากรอบเขตโทษของกาบอง แต่จังหวะจบสกอร์แทบไม่มี ขณะที่ กาบอง อาศัยจังหวะฉาบฉวยรอโต้กลับได้น่ากลัวหลายครั้งแต่ยังไม่มีโอกาสจบสกอร์เช่นเดียวกัน

น.69 ทีมชาติไทยเปลี่ยนตัวผู้เล่นคนแรก นำ บดินทร์ ผาลา ลงมาเล่นแทน จักรพันธ์ แก้วพรม โดยสกอร์ในเกมยังเสมอกันอยู่ 0-0

น.71 ทีมชาติไทยเปลี่ยนตัวผู้เล่นคนที่สอง นำ นูรูล ศรียานเก็ม ลงมาเล่นแทน มงคล ทศไกร

น.76 ทีมชาติไทยเกือบขึ้นนำ จากจังหวะที่ ชนาธิป สรงกระสินธ์ แทงบอลให้ นูรูล ศรียานเก็ม หลุุดมาทางกรอบเขตโทษฝั่งขวา ก่อนจ่ายเข้ากลางให้ บดินทร์ ผาลา พยายามไขว้ยิงแต่บอลเบาเกินไป

น.78 ฐิติพันธ์ แสงจันทร์ แทงทะลุช่องให้ นูรูล ศรียานเก็ม หลุดมาหน้ากรอบเขตโทษเยื้องมาทางขวา ก่อนตัดสินใจจะชิพข้ามหัวนายประตูกาบอง แต่โดนเซฟเอาไว้ได้

น.80 พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา ได้ยิงด้วยขวาในกรอบเขตโทษทางฝั่งซ้าย แต่ไปติดเซฟของ โอโวโน่ เอบ็อง นายทวารกาบองอีกครั้ง

น.82 ไทย เปลี่ยนตัวคนสุดท้าย นำ สิโรจน์ ฉัตรทอง ลงมาเล่นแทน ชนาธิป สรงกระสินธ์ และจากจังหวะต่อเนื่อง หลุยส์ อาเมก้า มิดฟิลด์กาบอง ได้ลองยิงนอกกรอบเขตโทษ บอลลอยข้ามคานออกไปนิดเดียว

หมดเวลาการแข่งขัน 90 นาที ทีมชาติไทย เสมอ ทีมชาติกาบอง 0-0 ต้องตัดสินหาผู้ชนะด้วยการดวลลูกโทษที่จุดโทษ

ในการดวลจุดโทษ ปรากฏว่า ทีมชาติไทย ยิงได้แม่นกว่า เอาชนะไปได้ 4-2 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ พบกับ ทีมชาติสโลวะเกีย ส่วนทีมชาติกาบอง ชิงที่ 3 พบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ วันที่ 25 มีนาคม 2561

“วิลเลี่ยน” เบิ้ล! “เชลซี” ถล่ม “ฮัลล์” 4-0 ลิ่ว 8 ทีมเอฟเอ คัพ

การแข่งขันฟุตบอลเอฟเอ คัพ รอบ 5 หรือ รอบ 16 ทีมสุดท้าย คู่ระหว่าง เชลซี (พรีเมียร์ลีก) เปิดสแตมฟอร์ด บริดจ์ รับการมาเยือนของ ฮัลล์ ซิตี้ (แชมเปี้ยนชิพ)

สิงห์บลูส์ เพิ่งคืนฟอร์มเก่งอัด เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 3-0 เกมนี้ อันโตนิโอ คอนเต้ วางหมากในระบบ 3-4-3 นำมาโดยนักเตะใหม่อย่าง เอเมอร์สัน ลงสนามเป็นนัดแรก พร้อม วิลเลียน , เปโดร และ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ได้ออกสตาร์ทเป็นแนวรุกตัวจริง

เดอะ ไทเกอร์ส เพิ่งคืนฟอร์มเช่นเดียวกัน เมื่อบุกชนะ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 2-0 เกมนี้ ไนเจล แอดกินส์ ผู้จัดการทีมจัดทัพมาในระบบ 4-1-4-1 นำมาโดย อีวานโดร และ แจ็คสัน เออร์วิน เป็นคู่มิดฟิลด์ปั้นเกมให้กับ นูฮา ดิคโก้ หัวหอกคอยล่าตาข่าย

เกมเริ่มไม่ถึง 2 นาที สิงห์บลูส์ออกนำก่อนอย่างรวดเร็ว จากจังหวะ วิลเลียน ฉกบอลได้จากผู้เล่นเจ้าถิ่น ก่อนจะลากบอลมาหน้าประตู ก่อนโยกออกซ้ายและซัดบอลพุ่งตุงตาข่าย เจ้าบ้านนำ 1-0

นาทีที่ 8 เจ้าถิ่นได้โอกาสลุ้นอีกครั้ง จากจังหวะเล่นสั้นลูกเตะมุม วิลเลียน ไหลตามช่องให้ เชสก์ ฟาเบรกาส ได้ยิงตามน้ำที่มุมแคบ แต่บอลเบา เดวิด มาร์แชลล์ นายด่านปัดออกหลังไป

นาทีที่ 14 สิงโตน้ำเงินครามเกือบได้ประตูนำห่าง จากจังหวะ เปโดร งัดบอลข้ามแนวรับทีมเยือนให้ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ได้กลับตัวยิงตามน้ำด้วยซ้ายแบบไร้ตัวประกบในเขตโทษ แต่ยิงข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย

นาทีที่ 27 ทีมจากพรีเมียร์ลีกได้ประตูนำห่าง จากจังหวะสวนกลับ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ เบิ้ลบอลคืนหลังให้ เชสก์ ฟาเบรกาส เบิ้ลยาวต่อมาให้ เปโดร หลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษ ก่อนแปด้วยซ้ายง่ายๆเข้าไป สกอร์เป็น 2-0

5 นาทีต่อมา เชลซีมาได้ประตูนำ 3-0 เมื่อ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ใช้ความแข็งแกร่งเบียดเอาบอลมาจากแนวรับ ฮัลล์ ก่อนจิ้มต่อให้ วิลเลียน กระชากไปหน้าเขตโทษและยิงเสียบโคนด้วยขวาเข้าไป

นาทีที่ 42 เจ้าบ้านมาได้ประตูที่ 4 จากจังหวะ เอเมอร์สัน แตะหนีผู้เล่นทีมเยือนเข้าเขตโทษทางซ้าย ก่อนจ่ายยัดมาให้ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ได้ตั้งเท้าแปลอดขา เดวิด มาแชลล์ เข้าไป นับเป็นประตูแรกของเขาให้กับเชลซีตั้งแต่ย้ายมาจากอาร์เซนอล พร้อมจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ดังกล่าว

นาทีที่ 50 ฮัลล์ มาได้ลูกโทษที่จุดโทษ เมื่อ เชสก์ ฟาเบรกาส ไปสกัดขา แฮร์รี วิลสัน ในเขตโทษ แต่ เดวิด เมย์เลอร์ ยิงไปติดเซฟของ วิลลี กาบาเยโร

นาทีที่ 69 สิงห์สำอางได้โอกาสบวกประตูเพิ่ม จากจังหวะสวนกลับขึ้นมาสามคน คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ตัวสำรองที่ลงมาแทน เปโดร พาบอลขึ้นมาทางซ้าย ก่อนเปิดเข้ามา วิลเลียน ได้หาช่องยิงแต่ติดบล็อคกองหลัง แต่บอลยังมาเข้าทาง แทงออกขวาให้ ดาวิเด้ ซัปปาคอสต้า ได้ซัดด้วยซ้าย แต่ เดวิด มาร์แชลล์ ปัดไว้ได้

นาทีที่ 76 แดนนี่ ดริ้งวอเตอร์ ได้โอกาสฮาล์ฟวอลเลย์หน้าเขตโทษ บอลไปแฉลบแนวรับทีมเยือนบอลเปลี่ยนทาง แต่ มาร์แชลล์ ยังพุ่งมาปัดได้ทัน

จากนั้นทั้งสองทีมทำอะไรกันไม่ได้ จบเกม เชลซี ถล่ม ฮัลล์ ซิตี้ 4-0 ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

อาร์เซนอลบุกสอนบอล ออสเตอร์ซุนด์ สบาย 3-0 ยูโรป้าลีก

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริง
ออสเตอร์ซุนด์ : อาลี เกอิตา – ทอม เพ็ตเตอร์สัน, โซติริส ปาปาจันโนปูลอส, เดนนิส วิดเกรน, บวรา นูรี (C) – โรนัลด์ มูคิบี, ซามูเอล เมนซิโร, เคอร์ติส เอ็ดเวิร์ดส์ – ซามาน กอดดอส, ซาลิซู อับดุลลี เกโร, เคน เซมา
สำรอง : อันเดรียส แอนเดอร์สัน, เทสฟาลเดท เทคี, ดักลาส เบิร์กควิสต์, เจมี ฮ็อปคัท, โฮซัม ไอเอช, โนอาห์ ซุนด์เบิร์ก, ดีโน อิสลาโมวิช
โค้ช : เกรแฮม พอตเตอร์

อาร์เซน่อล : ดาบิด ออสปินา (C) – ชโคดราน มุสตาฟี, คาลัม ชัมเบอร์ส, นาโช มอนเรอัล, เอคตอร์ เบเยริน – เอนสลลีย์ เมตแลนด์-ไนลส์, เฮนริคห์ มคิตาร์ยาน, โมฮาเหม็ด เอลเนนี, อเล็กซ์ อิโวบี – เมซุต โอซิล – แดนนี เวลเบ็ค
สำรอง : แม็ต เมซีย์, ร็อบ โฮลดิง, เซอัก โคลาชินัค, กรานิต ชากา, ไรซ์ เนลสัน, เอดดี้ เอ็นเคเทียห์, โจ วิลล็อค
โค้ช : อาร์เซน เวนเกอร์

เจ้าบ้านของเกรแฮม พอตเตอร์ ฟอร์มเยี่ยม และเป็นหนึ่งเดียวของสโมสรจากสวีเดนในฤดูกาลนี้ ขณะที่ทีมเยือน วันนี้ นี่คือช่องทางเลือกสำหรับโอกาสในการไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า หากสามารถคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

5 นาทีแรก ของเกมเป็นอาร์เซน่อลที่ครองบอลมากกว่าชัดเจน แต่ก็ยังไม่มีโอกาสเจาะแนวรับออสเตอร์ซุนด์เข้าทำได้เลย

นาทีที่ 8 โอกาสแรกของทีมเยือนมาแล้วจากจังหวะกดดันเจ้าบ้าน มาเป็นเอลเนนี่ เปิดเข้ากลาง และเป็นเวลเบ็คได้โหม่งบอลหลุดเสาออกไป

นาทีที่ 12 อาร์เซน่อลน่าได้สุดๆ จากจังหวะแย่งบอลในเกมรับทีมเยือน และเป็นมคิทาร์ยานยิงติดเซฟนายทวารออกหลัง

Goal! นาทีที่ 13 อาร์เซน่อลนำเรียบร้อยจากจังหวะกดดันอยู่นาน อิโวบี้ได้ยิงในเขตโทษก่อนติดเซฟนายทวารเจ้าบ้านกระดอนออกมา เป็นมอนเรอัลที่ตามซ้ำไม่มีเหลือ

นาทีที่ 16 ทีมเยือนยังไม่เพลาเครื่อง มองหาประตูที่สอง มคิทาร์ยานได้ยิงเต็มข้อนอกเขตโทษ บอลติดเซฟ เกอิต้า นายทวารเจ้าบ้าน

Goal! นาทีที่ 24 อาร์เซน่อลได้ประตูที่สองจากจังหวะแนวรับทีมเจ้าบ้านเคลียร์ไม่ขาด บอลมาเข้าทางมคิตาร์ยาน เปิดยัดเสาแรกก่อนไปแฉลบโซติริออส ปาปาจันโนปูลอส แนวรับเจ้าบ้านเข้าประตูตัวเองไป

นาทีที่ 28 เจ้าบ้านได้โอกาสครั้งแรกจากลูกโหม่งของเกโร่ บอลเข้ามือออสปินาสบาย

นาทีที่ 29 ออสปิน่าได้ออกแรงเซฟครั้งแรกจากจังหวะได้ยิงเต็มข้อของกอดดาส กองหน้าประจำทีม แต่ลูกยิงโดนออสปิน่าปัดทิ้งออกไปได้ จบครึ่งแรก ออสเตอร์ซุนด์ 0 – 2 อาร์เซนอล

ครึ่งหลัง เจ้าบ้านเปลี่ยนสองคนรวดก่อน อัลฮาจิ เกโร่ และ เบร์วา นูรี ออก ส่ง เจมี่ ฮอปคัต และเทสฟัลเดต เทคี

Goal! นาทีที่ 58 ทีมเยือนบุกเน้น ๆ เป็นครั้งแรกในครึ่งหลัง แล้วก็กลายเป็นประตูทันที จากจังหวะยิงในเขตโทษของเออซิล แอสซิสต์โดยเฮริคห์ มคิตาร์ยาน

นาทีที่ 72 อาร์เซน่อลถอดเอามอนเรอัลออกมาพัก ส่งเซอัด โคลาซินัค มาแทน

นาทีที่ 84 อาร์เซนอลใช้โควต้าเปลี่ยนตัว 2 คนสุดท้าย ส่งดาวรุ่งอย่าง ไรส์ นิลสัน และเอดดี้ เอ็นเคเทียห์ ลงสนาม

นาทีที่ 90 + 1 ออสเตอร์ซุนด์ได้จุดโทษจากจังหวะเข้าสกัดผิดพลาดของเอคตอร์ เบเยริน แต่แพตเตอร์สัน ยิงไม่ผ่านการเซฟของออสปิน่า

จบเกม ออสเตอร์ซุนด์ พ่าย อาร์เซนอล 0-3 แบบสู้ไม่ได้ และรอลุ้นตัดสินการเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายในสัปดาห์หน้าที่บ้านของอาร์เซนอล

“โด้” ซัดเบิ้ลจารึกสถิติใหม่ “เรอัล มาดริด” รัวสะเด่าท้ายเกมสยบ “แปเอชเช” 3-1

  เกมนี้ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด เปิดบ้านทำศึกหนักพบกับทีมแกร่งจากฝรั่งเศสอย่าง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

โดยผลการแข่งขันปรากฏว่า เจ้าถิ่นกุมความได้เปรียบในนัดแรกได้สำเร็จ ด้วยการเปิดรังเอาชนะจ่าฝูงลีกเองไปแบบเด็ดขาว 3-1

โดย 3 ประตูของทีมได้มาจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ 2 ประตู ในนาทีที่ 45 และ 83 และอีก 1 ประตู เป็นผลงานของ มาเซโล่ ในนาทีที่ 86 ของเกม

ส่วนทีมเยือนได้ประตูจาก อาเดรียง ราบิโอต์ ในนาทีที่ 33

ทั้งนี้ 2 ประตูที่ โรนัลโด้ ทำได้ในเกมนี้ ทำให้เขากลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ซัดประตูทะลุ 100 ลูกให้กับทีมเพียงทีมเดียว ซึ่งในเวลานี้ เขากดไปทั้งสิ้น 101 ประตูแล้ว

รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม

เรอัล มาดริด : เคย์เลอร์ นาวาส,นาโช่,ราฟาเอล วาราน,เซร์คิโอ รามอส,มาร์เซโล่,ลูก้า โมดริช,โทนี่ โครส,คาเซมิโร่,อิสโก้,คาริม เบนเซม่า,คริสเตียโน่ โรนัลโด้

ปารีส แซงต์ แชร์กแมง : อัลโฟนเซ อเรโอลา, ดานิ อัลเวส, มาร์ควินญอส, เพรสแนล คิมเพมเบ้, ยูริ เบร์ชีเช่, มาร์โก แวร์รัตติ, โจบานี โล เซลโซ, อาเดรียง ราบิโอต์, คีเลียน เอ็มบัปเป้, เอดิสัน คาวานี่, เนย์มาร์