“วิลเลี่ยน” เบิ้ล! “เชลซี” ถล่ม “ฮัลล์” 4-0 ลิ่ว 8 ทีมเอฟเอ คัพ

การแข่งขันฟุตบอลเอฟเอ คัพ รอบ 5 หรือ รอบ 16 ทีมสุดท้าย คู่ระหว่าง เชลซี (พรีเมียร์ลีก) เปิดสแตมฟอร์ด บริดจ์ รับการมาเยือนของ ฮัลล์ ซิตี้ (แชมเปี้ยนชิพ)

สิงห์บลูส์ เพิ่งคืนฟอร์มเก่งอัด เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 3-0 เกมนี้ อันโตนิโอ คอนเต้ วางหมากในระบบ 3-4-3 นำมาโดยนักเตะใหม่อย่าง เอเมอร์สัน ลงสนามเป็นนัดแรก พร้อม วิลเลียน , เปโดร และ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ได้ออกสตาร์ทเป็นแนวรุกตัวจริง

เดอะ ไทเกอร์ส เพิ่งคืนฟอร์มเช่นเดียวกัน เมื่อบุกชนะ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 2-0 เกมนี้ ไนเจล แอดกินส์ ผู้จัดการทีมจัดทัพมาในระบบ 4-1-4-1 นำมาโดย อีวานโดร และ แจ็คสัน เออร์วิน เป็นคู่มิดฟิลด์ปั้นเกมให้กับ นูฮา ดิคโก้ หัวหอกคอยล่าตาข่าย

เกมเริ่มไม่ถึง 2 นาที สิงห์บลูส์ออกนำก่อนอย่างรวดเร็ว จากจังหวะ วิลเลียน ฉกบอลได้จากผู้เล่นเจ้าถิ่น ก่อนจะลากบอลมาหน้าประตู ก่อนโยกออกซ้ายและซัดบอลพุ่งตุงตาข่าย เจ้าบ้านนำ 1-0

นาทีที่ 8 เจ้าถิ่นได้โอกาสลุ้นอีกครั้ง จากจังหวะเล่นสั้นลูกเตะมุม วิลเลียน ไหลตามช่องให้ เชสก์ ฟาเบรกาส ได้ยิงตามน้ำที่มุมแคบ แต่บอลเบา เดวิด มาร์แชลล์ นายด่านปัดออกหลังไป

นาทีที่ 14 สิงโตน้ำเงินครามเกือบได้ประตูนำห่าง จากจังหวะ เปโดร งัดบอลข้ามแนวรับทีมเยือนให้ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ได้กลับตัวยิงตามน้ำด้วยซ้ายแบบไร้ตัวประกบในเขตโทษ แต่ยิงข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย

นาทีที่ 27 ทีมจากพรีเมียร์ลีกได้ประตูนำห่าง จากจังหวะสวนกลับ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ เบิ้ลบอลคืนหลังให้ เชสก์ ฟาเบรกาส เบิ้ลยาวต่อมาให้ เปโดร หลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษ ก่อนแปด้วยซ้ายง่ายๆเข้าไป สกอร์เป็น 2-0

5 นาทีต่อมา เชลซีมาได้ประตูนำ 3-0 เมื่อ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ใช้ความแข็งแกร่งเบียดเอาบอลมาจากแนวรับ ฮัลล์ ก่อนจิ้มต่อให้ วิลเลียน กระชากไปหน้าเขตโทษและยิงเสียบโคนด้วยขวาเข้าไป

นาทีที่ 42 เจ้าบ้านมาได้ประตูที่ 4 จากจังหวะ เอเมอร์สัน แตะหนีผู้เล่นทีมเยือนเข้าเขตโทษทางซ้าย ก่อนจ่ายยัดมาให้ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ได้ตั้งเท้าแปลอดขา เดวิด มาแชลล์ เข้าไป นับเป็นประตูแรกของเขาให้กับเชลซีตั้งแต่ย้ายมาจากอาร์เซนอล พร้อมจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ดังกล่าว

นาทีที่ 50 ฮัลล์ มาได้ลูกโทษที่จุดโทษ เมื่อ เชสก์ ฟาเบรกาส ไปสกัดขา แฮร์รี วิลสัน ในเขตโทษ แต่ เดวิด เมย์เลอร์ ยิงไปติดเซฟของ วิลลี กาบาเยโร

นาทีที่ 69 สิงห์สำอางได้โอกาสบวกประตูเพิ่ม จากจังหวะสวนกลับขึ้นมาสามคน คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ตัวสำรองที่ลงมาแทน เปโดร พาบอลขึ้นมาทางซ้าย ก่อนเปิดเข้ามา วิลเลียน ได้หาช่องยิงแต่ติดบล็อคกองหลัง แต่บอลยังมาเข้าทาง แทงออกขวาให้ ดาวิเด้ ซัปปาคอสต้า ได้ซัดด้วยซ้าย แต่ เดวิด มาร์แชลล์ ปัดไว้ได้

นาทีที่ 76 แดนนี่ ดริ้งวอเตอร์ ได้โอกาสฮาล์ฟวอลเลย์หน้าเขตโทษ บอลไปแฉลบแนวรับทีมเยือนบอลเปลี่ยนทาง แต่ มาร์แชลล์ ยังพุ่งมาปัดได้ทัน

จากนั้นทั้งสองทีมทำอะไรกันไม่ได้ จบเกม เชลซี ถล่ม ฮัลล์ ซิตี้ 4-0 ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

อาร์เซนอลบุกสอนบอล ออสเตอร์ซุนด์ สบาย 3-0 ยูโรป้าลีก

รายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริง
ออสเตอร์ซุนด์ : อาลี เกอิตา – ทอม เพ็ตเตอร์สัน, โซติริส ปาปาจันโนปูลอส, เดนนิส วิดเกรน, บวรา นูรี (C) – โรนัลด์ มูคิบี, ซามูเอล เมนซิโร, เคอร์ติส เอ็ดเวิร์ดส์ – ซามาน กอดดอส, ซาลิซู อับดุลลี เกโร, เคน เซมา
สำรอง : อันเดรียส แอนเดอร์สัน, เทสฟาลเดท เทคี, ดักลาส เบิร์กควิสต์, เจมี ฮ็อปคัท, โฮซัม ไอเอช, โนอาห์ ซุนด์เบิร์ก, ดีโน อิสลาโมวิช
โค้ช : เกรแฮม พอตเตอร์

อาร์เซน่อล : ดาบิด ออสปินา (C) – ชโคดราน มุสตาฟี, คาลัม ชัมเบอร์ส, นาโช มอนเรอัล, เอคตอร์ เบเยริน – เอนสลลีย์ เมตแลนด์-ไนลส์, เฮนริคห์ มคิตาร์ยาน, โมฮาเหม็ด เอลเนนี, อเล็กซ์ อิโวบี – เมซุต โอซิล – แดนนี เวลเบ็ค
สำรอง : แม็ต เมซีย์, ร็อบ โฮลดิง, เซอัก โคลาชินัค, กรานิต ชากา, ไรซ์ เนลสัน, เอดดี้ เอ็นเคเทียห์, โจ วิลล็อค
โค้ช : อาร์เซน เวนเกอร์

เจ้าบ้านของเกรแฮม พอตเตอร์ ฟอร์มเยี่ยม และเป็นหนึ่งเดียวของสโมสรจากสวีเดนในฤดูกาลนี้ ขณะที่ทีมเยือน วันนี้ นี่คือช่องทางเลือกสำหรับโอกาสในการไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า หากสามารถคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

5 นาทีแรก ของเกมเป็นอาร์เซน่อลที่ครองบอลมากกว่าชัดเจน แต่ก็ยังไม่มีโอกาสเจาะแนวรับออสเตอร์ซุนด์เข้าทำได้เลย

นาทีที่ 8 โอกาสแรกของทีมเยือนมาแล้วจากจังหวะกดดันเจ้าบ้าน มาเป็นเอลเนนี่ เปิดเข้ากลาง และเป็นเวลเบ็คได้โหม่งบอลหลุดเสาออกไป

นาทีที่ 12 อาร์เซน่อลน่าได้สุดๆ จากจังหวะแย่งบอลในเกมรับทีมเยือน และเป็นมคิทาร์ยานยิงติดเซฟนายทวารออกหลัง

Goal! นาทีที่ 13 อาร์เซน่อลนำเรียบร้อยจากจังหวะกดดันอยู่นาน อิโวบี้ได้ยิงในเขตโทษก่อนติดเซฟนายทวารเจ้าบ้านกระดอนออกมา เป็นมอนเรอัลที่ตามซ้ำไม่มีเหลือ

นาทีที่ 16 ทีมเยือนยังไม่เพลาเครื่อง มองหาประตูที่สอง มคิทาร์ยานได้ยิงเต็มข้อนอกเขตโทษ บอลติดเซฟ เกอิต้า นายทวารเจ้าบ้าน

Goal! นาทีที่ 24 อาร์เซน่อลได้ประตูที่สองจากจังหวะแนวรับทีมเจ้าบ้านเคลียร์ไม่ขาด บอลมาเข้าทางมคิตาร์ยาน เปิดยัดเสาแรกก่อนไปแฉลบโซติริออส ปาปาจันโนปูลอส แนวรับเจ้าบ้านเข้าประตูตัวเองไป

นาทีที่ 28 เจ้าบ้านได้โอกาสครั้งแรกจากลูกโหม่งของเกโร่ บอลเข้ามือออสปินาสบาย

นาทีที่ 29 ออสปิน่าได้ออกแรงเซฟครั้งแรกจากจังหวะได้ยิงเต็มข้อของกอดดาส กองหน้าประจำทีม แต่ลูกยิงโดนออสปิน่าปัดทิ้งออกไปได้ จบครึ่งแรก ออสเตอร์ซุนด์ 0 – 2 อาร์เซนอล

ครึ่งหลัง เจ้าบ้านเปลี่ยนสองคนรวดก่อน อัลฮาจิ เกโร่ และ เบร์วา นูรี ออก ส่ง เจมี่ ฮอปคัต และเทสฟัลเดต เทคี

Goal! นาทีที่ 58 ทีมเยือนบุกเน้น ๆ เป็นครั้งแรกในครึ่งหลัง แล้วก็กลายเป็นประตูทันที จากจังหวะยิงในเขตโทษของเออซิล แอสซิสต์โดยเฮริคห์ มคิตาร์ยาน

นาทีที่ 72 อาร์เซน่อลถอดเอามอนเรอัลออกมาพัก ส่งเซอัด โคลาซินัค มาแทน

นาทีที่ 84 อาร์เซนอลใช้โควต้าเปลี่ยนตัว 2 คนสุดท้าย ส่งดาวรุ่งอย่าง ไรส์ นิลสัน และเอดดี้ เอ็นเคเทียห์ ลงสนาม

นาทีที่ 90 + 1 ออสเตอร์ซุนด์ได้จุดโทษจากจังหวะเข้าสกัดผิดพลาดของเอคตอร์ เบเยริน แต่แพตเตอร์สัน ยิงไม่ผ่านการเซฟของออสปิน่า

จบเกม ออสเตอร์ซุนด์ พ่าย อาร์เซนอล 0-3 แบบสู้ไม่ได้ และรอลุ้นตัดสินการเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายในสัปดาห์หน้าที่บ้านของอาร์เซนอล

“โด้” ซัดเบิ้ลจารึกสถิติใหม่ “เรอัล มาดริด” รัวสะเด่าท้ายเกมสยบ “แปเอชเช” 3-1

  เกมนี้ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด เปิดบ้านทำศึกหนักพบกับทีมแกร่งจากฝรั่งเศสอย่าง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

โดยผลการแข่งขันปรากฏว่า เจ้าถิ่นกุมความได้เปรียบในนัดแรกได้สำเร็จ ด้วยการเปิดรังเอาชนะจ่าฝูงลีกเองไปแบบเด็ดขาว 3-1

โดย 3 ประตูของทีมได้มาจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ 2 ประตู ในนาทีที่ 45 และ 83 และอีก 1 ประตู เป็นผลงานของ มาเซโล่ ในนาทีที่ 86 ของเกม

ส่วนทีมเยือนได้ประตูจาก อาเดรียง ราบิโอต์ ในนาทีที่ 33

ทั้งนี้ 2 ประตูที่ โรนัลโด้ ทำได้ในเกมนี้ ทำให้เขากลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ซัดประตูทะลุ 100 ลูกให้กับทีมเพียงทีมเดียว ซึ่งในเวลานี้ เขากดไปทั้งสิ้น 101 ประตูแล้ว

รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม

เรอัล มาดริด : เคย์เลอร์ นาวาส,นาโช่,ราฟาเอล วาราน,เซร์คิโอ รามอส,มาร์เซโล่,ลูก้า โมดริช,โทนี่ โครส,คาเซมิโร่,อิสโก้,คาริม เบนเซม่า,คริสเตียโน่ โรนัลโด้

ปารีส แซงต์ แชร์กแมง : อัลโฟนเซ อเรโอลา, ดานิ อัลเวส, มาร์ควินญอส, เพรสแนล คิมเพมเบ้, ยูริ เบร์ชีเช่, มาร์โก แวร์รัตติ, โจบานี โล เซลโซ, อาเดรียง ราบิโอต์, คีเลียน เอ็มบัปเป้, เอดิสัน คาวานี่, เนย์มาร์

อิกวาอินพลาดโทษ! “สเปอร์ส” สุดแสบบุกตีเจ๊า “ยูเวนตุส” 2-2

       เปิดเกมมาแค่ 2 นาที เจ้าถิ่นได้ประตูออกนำอย่างรวดเร็ว มิราเล็ม ปานิช เตะฟรีคิกไปในเขตโทษ กอนซาโล่ อิกวาอิน ซัดตามน้ำด้วยขวาบอลพุ่งผ่านมือ อูโก้ โยริส เสียบเสาเด็ดขาด ยูเวนตุส นำ 1-0

นาทีที่ 10 ยูเวนตุส มาได้จุดโทษจากจังหวะที่ เบน เดวิส ไปทำฟาวล์ แบร์นาร์เดสคี่ ในเขตโทษ ก่อนที่ กอนซาโล่ อิกวาอิน จะรับหน้าที่สังหารไม่พลาด ยูเวนตุส นำห่าง 2-0

นาทีที่ 24 ทีมเยือนได้ลุ้นเหมือนกัน คริสเตียน เอริคเซ่น เปิดบอลจากริมเส้น แฮร์รี่ เคน เทกตัวโขกแต่ จานลุยจิ บุฟฟ่อน ทุบทิ้งไว้ได้

นาทีที่ 35 สเปอร์ส มาได้ประตูตีไข่แตก 1-2 จากจังหวะที่ เดเล่ อัลลี่ แทงทะลุช่องให้ แฮร์รี่ เคน หลุดเดี่ยวเข้าไปล็อกหลบ จานลุยจิ บุฟฟ่อน แล้วยังเข้าไปง่ายๆ
นาทีสุดท้ายครึ่งแรก ยูเวนตุส มาได้จุดโทษหนที่สองของเกม แต่คราวนี้ กอนซาโล่ อิกวาอิน ซัดไปชนคานอย่างจัง หมดครึ่งแรก ยูเวนตุส นำ 2-1

กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาทีที่ 72 ทีมเยือนมาได้ฟรีคิกกลางประตูระยะ 20 หลา คริสเตียน เอริคเซ่น หลอกยิงเลียดทะลุกำแพงเสียบเสาแรกเข้าไปเด็ดขาด สเปอร์ส ตามตีเสมอ 2-2

จบเกม “ม้าลาย” ยูเวนตุส เปิดบ้านเสมอกับ “ไก่เดือยทอง” สเปอร์ส 2-2 ไปลุ้นกันต่อเกมที่สอง ที่ เวมบลี่ย์ ในวันที่ 7 มีนาคม นี้

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม
ยูเวนตุส (4-3-3) : จานลุยจิ บุฟฟ่อน – มัตเตีย เด ชีโย่, เมห์ดี้ เบนาเตีย, จอร์โจ้ คิเอลลินี่, อเล็กซ์ ซานโดร – ซามี่ เคดิร่า, มิราเล็ม ปานิช, เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ – ดั๊กลาส คอสต้า, กอนซาโล่ อิกวาอิน, มาริโอ มานด์ซูคิช
สเปอร์ส (4-3-2-1) : อูโก้ โยริส – แซร์ช โอริเย่ร์, ดาวิซอน ซานเชซ, แยน แฟร์ต็องเก้น, เบน เดวิส – คริสเตียน เอริคเซ่น, เอริก ดายเออร์, มูซ่า เดมเบเล่ – เอริค ลาเมล่า, เดเล่ อัลลี่ – แฮร์รี่ เคน
ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ บริช (เยอรมัน)

เชลซี คืนฟอร์มรัวสะเด่า เวสต์บรอมฯ 3-0 “อาซาร์” ซัดเบิ้ล ยึดที่ 4 คืน

นาทีที่ 3 แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ แข้งตัวยืมของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ต้องโดนเปลี่ยนออกจากเกมไปแบบรวดเร็วเนื่องจากมีปัญหาอาการบาดเจ็บ เจย์ โรดริเกซ ลงสนามแทน

เริ่มเกมมาได้ 15 นาทีแรก เป็นฝั่งเจ้าถิ่น เชลซี่ ที่มีโอกาสบุกได้มากกว่า ส่วนทาง เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ยังไม่มีโอกาสได้ทำเกมบุกกดดันใส่เชลซี มากนัก
นาทีที่ 25 เชลซี มาได้ประตูออกนำสำเร็จ เอแด็น อาซาร์ เล่นชิ่งกับ ชิรูด์ ก่อนเป็น อาซาร์ ที่ได้จบสกอร์บอลพุ่งเสียบเสาแบบเฉียบขาด

นาทีที่ 38 ชิรูด์ ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะแต่ยังเล่นต่อไหว อย่างไรก็ตามหลังจาก เชลซี ออกนำ ก็ไม่เร่งเกม ส่วน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก็ยังหาช่องทำไม่ได้ ไม่มีโอกาสบุกใส่ เชลซี

จบครึ่งแรก เชลซี ออกนำ เวสต์บรอมฯ 1-0 จาก เอแด็น อาซาร์

นาทีที่ 60 คอนเต้ ตัดสินใจถอด ชิรูด์ ออกจากนั้นส่ง อัลบาโร่ โมราต้า ลงสนามแทน
นาทีที่ 63 เชลซี ออกนำห่าง 2-0 จากจังหวะ โมเสส จ่ายให้ ฟาเบรกาส จะชิ่งให้ โมราต้า แต่แนวรับ เวสต์บรอมวิช สกัดพลาดมาเข้าทาง โมเสส หลุดไปยิง
นาทีที่ 71 อาซาร์ ล็อกหลบแนวรับ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน พาบอลเข้ามาในกรอบเขตโทษก่อนซัดเต็มข้อ บอลเสียบเสาตุงตาข่าย

หลังจากออกนำห่าง 3-0 เจ้าถิ่นก็ยังคงเป็นฝ่ายครองบอลได้เหนือกว่า จบเกม เชลซี ถล่ม เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 3-0 เชลซี กลับมารั้งที่ 4 ตารางตามหลัง ลิเวอร์พูล 1 แต้ม ส่วน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน รั้งบ๊วยต่อเนื่อง

รายชื่อผู้เล่นของทั้ง 2 ทีม

เชลซี : กูร์ตัวส์, อัซปิลิกวยต้า, คริสเตนเซน, รูดิเกอร์ล โมเสส, ก็องเต้, ฟาเบรกัส, ซัปปาคอสต้า, เปโดร, ชิรูด์, อาซาร์

สำรอง : กาบาเยลโร, เคฮัลล์, แอมปาดู, เอเมอร์สัน, ดริ๊งวอเตอร์, วิล้ลียน, โมราต้า

เวสต์บรอมฯ : ฟอสเตอร์, กิบบส์, อีแวนส์, รอนดอน, ฟิลิปส์, บรันท์, สเตอร์ริดจ์, แบร์รี, คีโชเวียค, ดาวสัน, เฮกาซี

สำรอง : มายฮิล, นียอม, ยาค็อบ, แม็คคลีน, เบิร์ค, โรดริเกซ, แม็คออลลีย์

ลิเวอร์พูล บุกโซ้ย เซาแธมป์ตัน 2-0 ยึดที่ 3 พรีเมียร์ลีก

GOAL !!! นาทีที่ 6 เซาธ์แฮมป์ตัน 0-1 ลิเวอร์พูล อเล็กซ์ อ็อกซ์เหล็ด-แชมเบอร์เลน วางบอลมาให้ซาลาห์ เวสลี่ย์ ฮูดท์ สกัดพลาด ซาลาห์ถวายพานให้ ฟีร์มิโน่ แปเน้น ๆ

นาทีที่ 26 ซาดิโอ มาเน ตั้งป้อมยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษ แต่บอลหลุดกรอบออกไป

นาทีที่ 28 เซาแธมป์ตันได้บุกกดดันใส่ลิเวอร์พูลอย่างต่อเนื่องหลังเสียประตูรวดเร็ว เจมส์ วอร์ด-พราวส์ วางบอลเข้าไปหน้าปากประตู กุยโด การ์รีโยเทคตัวโขกแต่บอลไปตรงตัวคาริอุส

นาทีที่ 29 เซาแธมป์ตันได้โอกาสทองอีกครั้ง เจมส์ วอร์ด-พราวส์ ได้โอกาสขึ้นโขกเหน่ง ๆ แต่เป็นซูเปอร์เซฟของ คาริอุส ลิเวอร์พูลรอดการเสียประตู

นาทีที่ 37 โจเอล มาติป ได้ใบเหลืองเป็นคนแรกของเกมหลังไปตัดฟาวล์ดูซาน ทาดิช
GOAL !!! นาทีที่ 42 เซาธ์แฮมป์ตัน 0-2 ลิเวอร์พูล มาติปจ่ายให้ซาลาห์เล่นชิ่งกับฟีร์มิโน ก่อนฟีร์มิโนไขว้จ่ายคืนให้ซาลาห์หลุดไปยิงแบบเฉียบขาด

จบครึ่งแรก ลิเวอร์พูล ทำได้ดีกว่าในการจบสกอร์ แม้ครองบอลได้น้อยกว่า เซาธ์แฮมป์ตัน เจ้าถิ่น ลิเวอร์พูล บุกมาออกนำเจ้าถิ่น 2-0

นาทีที่ 57 เซาแธมป์ตันส่งโซฟิยาน บูฟาล ลงสนามแทนมาริโอ เลมินา ที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บ

นาทีที่ 59 ลิเวอร์พูลถอดอเล็กซ์ อ็อกซ์เหล็ด-แชมเบอร์เลน ออก จากนั้นส่งเจมส์ มิลเนอร์ ลงสนามแทน

นาทีที่ 62 โรเมวได้ใบเหลืองจากจังหวะเข้าตัดฟาวล์เจมส์ มิลเนอร์
นาทีที่ 70 ลิเวอร์พูลเกือบได้ประตูนำห่าง 3-0 ฟีร์มิโน่ยิงจังหวะแรกติดเซฟอเล็กซ์ แม็คคาร์ที ซาลาห์ซ้ำดาบสองบอลหลุดกรอบอกไป

นาทีที่ 89 ลิเวอร์พูลเปลี่ยนตัวคนสุดท้าย ถอดซาลาห์ออก จากนั้นส่งลอฟเรนลงสนามแทน

จบเกมลิเวอร์พูลบุกมาชนะเซาธ์แฮมป์ตัน 2-0 ลิเวอร์พูลขยับกลับไปรั้งอันดับ 3 ของตาราง ส่วนทาง เซาแธมป์ตันรั้งอันดับที่ 18 อยุ่ในโซนตกชั้น ยังต้องดิ้นรนหนีตกชั้นต่อไป

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เซาแธมป์ตัน : อเล็กซ์ แมคคาร์ที – เซดริก โซอาเรส, แจ๊ค สตีเฟนส์, เวสลีย์ ฮูดท์, ไรอัน เบอร์ทรานด์ (C) – โอริโอล โรเมว (ออก 80′), มาริโอ เลมินา (ออก 57′), เจมส์ วอร์ด-พราวส์ (ออก 71′), ดูซาน ทาดิช, ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก – กุยโด การ์รีโย

ตัวสำรอง : เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์, มายะ โยชิดะ, สตีเวน เดวิส (เข้า 80′), โซฟียาน บูฟาล (เข้า 57′), นาธาน เรดมอนด์, เชน ลอง (เข้า 71′), มาโนโล กับเบียดินี

ชีวิตแทบพัง! “ดิ มาเรีย” ครวญโดนมีมถล่มยับจนต้องพึ่งจิตแพทย์

อังเคล ดิ มาเรีย ออกมาเปิดใจถึงช่วงเวลาอันขมขื่น ระหว่างการกระเสือกกระสนพาทีมชาติอาร์เจนติน่าผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก 2018

ดาวเตะวัย 29 ปี ถึงกับยอมรับว่าในช่วงเวลานั้น เขาคิดมากไปจนถึงขั้นจะอำลาทีมชาติ และทำให้ต้องหันไปขอคำปรึกษาจากจิตแพทย์ หลังโดนถล่มอย่างหนักจากมีมที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาและเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ

“มีมที่ล้อเลียนผู้เล่นทีมชาติทำให้พวกเราปวดใจกันแบบสุดๆ และมันก็ทำให้คุณคิดมากอีกด้วย”

“หากคุณคิดจะหันหลังให้กับทีมชาติ นั่นก็เพราะคุณต้องเห็นครอบครัวของคุณเจ็บปวดไปกับสิ่งเหล่านั้น”

“สำหรับผมการได้พูดคุยและระบายกับจิตแพทย์เป็นอะไรที่ช่วยได้มาก ขอบคุณที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่ามันเป็นเรื่องง่ายที่เราจะหัวเราะเมื่ออยู่หลังหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ แต่ตอนนี้ผมสบายดีแล้ว”

“อเล็กซิส” ช่วยกล่อมหน่อย! “ผีแดง” ทุบคลัง 50 ล้านปอนด์พร้อมกระชาก “วิดัล”

มีรายงานข่าวว่า “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมที่จะเบิกงบ 50 ล้านปอนด์ เพื่อเป็นค่าตัวของ อาร์ตูโร่ วิดัล มิดฟิลด์พันธุ์แกร่งของบาเยิร์น มิวนิค

อนาคตของ วิดัล ในถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่า ตกอยู่ในความไม่แน่นอน เนื่องจาก เสือใต้ ได้เซ็นคว้าตัว เลออน โกเร็ตซ์ก้า เข้าทีมในฤดูกาลหน้า

จุ๊ปป์ ไฮย์นเกส ยืนยันว่า วิดัล ยังคงเป็นนักเตะคนสำคัญของทีม แต่ก็จะไม่รั้งไว้หากนักเตะจะขอย้ายทีม ซึ่ง วิดัล ก็เคยออกมาพูดแล้วว่าอาจจะย้ายออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์

ล่าสุด มีข่าวว่า โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังติดตามสถานการณ์ของ วิดัล อย่างใกล้ชิด และพร้อมทุบคลัง 50 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นค่าตัวที่ เสือใต้ ตั้งไว้ กระชากกองกลางชาวชิลีมาประสานคู่กับเพื่อนร่วมชาติอย่าง อเล็กซิส ซานเชซ

“ผีแดง” รุกคืบล่าตัว “ฟาบินโญ่” จาก “โมนาโก”

รายงานจากสื่อใน อังกฤษ เผยว่าการเดินหน้าเจรจาล่าตัว ฟาบินโญ่ ดาวเตะสารพัดประโยชน์สังกัด โมนาโก ในลีกเอิงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อดึงตัวมาร่วมทัพ ปีศาจแดง ในช่วงซัมเมอร์มีความคืบหน้าไปมากและใกล้จะลุล่วงเต็มที

โดยสำนักข่าว มิร์เรอร์ เผยว่าทัพ เร้ดเดวิลส์ ยื่นข้อเสนอราว 45 ล้านปอนด์ให้กับทีมดังเมืองน้ำหอมพิจาณาและกำลังอยู่ในช่วงเจรจาหลังจากที่พวกเขาพลาดการได้ตัวดาวเตะรายนี้เมื่อช่วงตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ซึ่ง โฆเซ่ มูรินโญ่ ยังความแสดงความสนใจในตัวแข้งทีมชาติ บราซิล รายนี้อยู่แม้ดีลก่อนหน้าทั้งในช่วงซัมเมอร์ทและตลาดซื้อขายหน้าหนาวที่ผ่านมาจะไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม สกาย สปอตส์ อิตาเลีย เป็นสื่ออีกสำนักที่ยืนยันว่าทั้งสองสโมสรกำลังอยู่ในช่วงเจรจากันอยู่

ทั้งนี้ ​ฟาบินโญ่ เพิ่งจะออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นข่าวลือการย้ายทีมดังกล่าวสดๆ ร้อนๆ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ก็ยิ่งทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าการเจรจาต่อรองจะประสบความสำเร็จในที่สุด

ยังไม่ให้ลงชุดใหญ่! แฟนชาวไทยผิดหวัง “เพียร์สัน” พูดถึง “ตอง” แบบนี้

ไนเจล เพียร์สัน ผู้จัดการทีม โอเอช ลูเวิน สโมสรในพร็อกซิมุส ลีก เบลเยียม (ดิวิชั่น 2) ได้พูดถึง “ตอง” กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ผู้รักษาประตูทีมชาติไทย ที่ตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งกับทีม ด้วยสัญญา 5 ปี

โดยกุนซือชาวอังกฤษ ได้กล่าวถึงนายด่านวัย 27 ปี ว่า “ผมรู้สึกพอใจที่ได้ตัวเขามาเสริมทีม กับผลงานเกมล่าสุดที่เขาลงเล่นให้กับทีมชุดอายุต่ำกว่า 23 ปี เขาทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ยังต้องปรับตัวเข้ากับทีมให้ดีกว่านี้”

“อย่างไรก็ตามผมจะยังไม่ผลักดันเขาขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในเร็วๆนี้แน่นอน ผมจะส่งเขาลงไปเล่นกับทีมรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี รวมถึงเกมอุ่นเครื่องเพิ่มเติมด้วย เพื่อให้เขามีโอกาสลงสนามมากขึ้น เขาจะได้ปรับตัวได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่” อดีตกุนซือ เลสเตอร์ ซิตี้ กล่าว

ซึ่งก่อนหน้านี้ในวันแถลงข่าวเปิดตัว กุนซือชาวอังกฤษ ได้พูดคุยกับ กวินทร์ ถึงสิ่งที่จะต้องเจอที่สโมสรแห่งนี้ภายใต้การดูแลของเขา โดยเทรนเนอร์วัย 54 ปี อยากให้ ผู้รักษาประตูทีมชาติไทย สนใจแต่เรื่องในสนามเท่านั้น ตั้งใจทำผลงานในการซ้อมให้ดีที่สุด เพื่อแย่งตำแหน่งในสนาม และเมื่อโอกาสมาถึง เจ้าตัวจะต้องเต็มที่กับโอกาสที่ได้รับ